%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c-3-%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4

ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย และเทคโนโลยีที่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจนั้นก็คือ 3D printing หรือเครื่องพิมพ์สามมิติ คำว่า 3D printing อาจทำให้หลายคนคิดว่าน่าจะเป็นการพิมพ์ภาพสามมิติทั่วไป แต่แท้จริงแล้ว 3D printing นี้เป็นการสร้างโมเดลเสมือนจริงหรือการขึ้นรูปชิ้นงานนั่นเอง

ระบบการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์สามมิติที่ได้รับการพัฒนามาจนเป็นระบบในปัจจุบันนี้น ใช้หลักเดียวกับหลักการทำงานของเครื่องพิมพ์แบบอิงค์เจ็ท เพียงแต่แทนที่จะใส่หมึกชนิดเป็นน้ำลงไป ก็เปลี่ยนเป็นเส้นพลาสติกหรือวัสดุอื่นใดที่ต้องการจะใช้แทน ด้วยวิธีนี้ เมื่อระบบได้รับการป้อนข้อมูลจากโปรแกรมเฉพาะ ระบบก็จะทำการคำนวนรูปทรงของต้นแบบในคอมพิวเตอร์ที่สร้างโดยระบบ CAD (Computer Aided Design) โดยจะมี 2 วิธีคือ

  1. Munually Modeling คือ การปั้นฟอร์มทีละส่วนด้วยโปรแกรมสำหรับทำการขึ้นรูปสามมิติโดยตรง
  2. Generative Modelling เป็นการปั้นฟอร์มด้วยการสร้างชุดคำสั่งที่ใช้วิธีการคำนวนทางคณิตศาสตร์ แล้วจึงส่งเข้าโปรแกรมสำหรับแปลงไฟล์ให้สามารถทำ 3D Printing ได้ หลังจากนั้นโปรแกรมจะค่อยๆ เฉือนรูปทรงตั้งต้นออกเป็นชิ้นบางๆ ซึ่งการเฉือนเป็นชิ้นๆ นี้จะถูกควบคุมโดยโปรแกรมเฉพาะของเครื่องพิมพ์นั้นๆ

เครื่องพิมพ์สามมิติมีประโยชน์มากในวงการออกแบบ และทำให้อุตสาหกรรมการพิมพ์แบบสามมิติ เติบโตไปอย่างน่าจับตามอง การใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในปัจจุบันถูกนำไปใช้ในหลากหลายวงการไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เครื่องมือ ยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักร การแพทย์ และอากาศยาน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเครื่องพิมพ์สามมิตินั้นมีประโยชน์ต่อหลากหลายธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง